 |
ในเรื่องผลการเรียนแล้ว สืบ เป็นคนที่มีผลการเรียนดีมาโดยตลอด
มีความสามารถพิเศษทางศิลปะ ชอบวาดรูปและเล่นดนตรี
จากความสามารถและทักษะทางศิลปะ ส่งผลให้ สืบ
ตั้งใจจะสอบเข้าเรียนในทางสถาปัตยกรรมศาสตร์
แต่ในที่สุดก็สอบติดในคณะวนศาสตร์
ซึ่งเป็นคณะที่เลือกเป็นอันดับสุดท้ายในการสอบครั้งนั้น |
|
|
|
ในรั้วมหาวิทยาลัย |
|
|
|
|

|
สืบ เข้าเป็นนิสิตใหม่ในคณะวนศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
เมื่อปี พ.ศ. 2511 ในช่วงระยะเวลา
4 ปีของการเรียน
เป็นที่รู้กันในหมู่เพื่อนร่วมรุ่น วน.35 ว่า สืบ
จะเป็นคนที่เรียนหนังสือเก่ง มีความตั้งใจในการเรียนสูง
ทำอะไรทุกอย่างด้วยความตั้งใจและจริงจัง และนอกจากการเรียนในชั้นเรียนแล้ว
สืบ ยังเข้าร่วมกิจกรรมนิสิต และเป็นนักกีฬาโปโลน้ำของมหาวิทยาลัยอีกด้วย
หลังจากจบการศึกษาในปี 2516 สืบ เข้าทำงานที่การเคหะแห่งชาติ
ประจำส่วนสาธารณะ มีหน้าที่ปลูกต้นไม้ตามหมู่บ้านจัดสรร
ก่อนที่จะกลับเข้ามาเรียนต่อในระดับปริญญาโท ในสาขาวิชาวนวัฒน์วิทยา
ที่คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีกครั้งในปี
2517 |
 |
|
|
|
เป็นข้าราชการกรมป่าไม้ |
|
|
|
|
ปี 2518 สืบ สอบเข้ารับการบรรจุเป็นข้าราชการของกรมป่าไม้
โดยสอบได้เป็นที่ 3 ของการสอบในครั้งนั้น และในช่วงเวลานั้นเอง สืบ
ได้เลือกทางเดินในเส้นทางของการอนุรักษ์
ด้วยการเลือกที่จะทำงานในกองอนุรักษ์สัตว์ป่า
และได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติหน้าที่ประจำเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว
- เขาชมภู่
ในตำแหน่งพนักงานป่าไม้ตรี ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาเขียว-เขาชมภู่ สืบ
ทำงานด้วยความตั้งใจ ทุ่มเท และที่สำคัญ สืบ
เป็นข้าราชการที่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตนอย่างที่สุด |
|
|
 |
ในปี 2522 สืบ
สอบชิงทุนจาก British Council และไปเรียนปริญญาโท ในสาขาวิชาอนุรักษ์วิทยา
ที่มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ และเมื่อจบการศึกษาแล้ว
ได้กลับมาปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบางพระ
จังหวัดชลบุรี ในปี 2526 สืบ
ขอย้ายตัวเองกลับมาปฏิบัติงานประจำฝ่ายวิชาการ กองอนุรักษ์สัตว์ป่า
เพราะอยากทำงานวิชาการ และงานศึกษาวิจัย ซึ่งเป็นงานที่ สืบ
ชอบและมีความสุขที่จะทำมากที่สุด ซึ่งในช่วงเวลานี้ สืบ
ได้ใช้ความรู้ที่ได้เรียนมา ทำงานวิจัยด้านการอนุรักษ์ออกมาหลายชิ้น |
 |
ปี 2529 สืบ ได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติหน้าที่
หัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อน รัชชประภา(เชี่ยวหลาน)
จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประสบการณ์จากการทำงานในโครงการฯ ทำให้ สืบ
ได้บทสรุปกับตัวเองว่า ผลกระทบจากการสร้างเขื่อน
เป็นกระบวนการทำลายแหล่งพันธุกรรม ตลอดจนแหล่งที่อยู่อาศัย
และแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์ป่า
ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจของผืนป่าทั้งหมดที่มนุษย์มิอาจสร้างขึ้นมาใหม่ได้
หลังจากโครงการอพยพสัตว์ป่าตกค้างในพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลาน
สืบ ได้ใช้ความเป็นนักวิชาการต่อสู้เพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า |
 |
|
ด้วยความรู้ทางวิชาการประกอบกับประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานที่ผ่านมา
มีการค้นคว้า
รวบรวมเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อการป้องกันทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า
เช่น ในกรณีคัดค้านการสร้างเขื่อนน้ำโจน ที่จังหวัดกาญจนบุรี
ในปี 2530สืบ
กลับมาปฏิบัติราชการในกองอนุรักษ์สัตว์ป่า ในปี ๒๕๓๑
ก่อนจะตัดสินใจเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
ในเดือนธันวาคม ปี
2532 |
|
|
|
ห้วยขาแข้ง กับ
สืบ นาคะเสถียร |
|
|
|
 |
เมื่อรับตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง สืบ
เริ่มงานท่ามกลางปัญหาการบุกรุกทำลายทรัพยากรของผืนป่าแห่งนี้
อย่างคนที่ไม่กลัวงานหนัก สืบ
ทำงานแบบนักอนุรักษ์ที่มีพื้นฐานทางวิชาการทีดีเยี่ยม สืบ
เร่งดำเนินงานทุกอย่างทั้งงานป้องกันปราบปราม งานศึกษาวิจัยทางวิชาการ
และงานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ อย่างเต็มความสามารถ
ภายใต้ความคิดที่คิดว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้จะช่วยแก้ไข
หรือบรรเทาปัญหาของการบุกรุกทำลาย
ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ผืนป่าแห่งนี้ให้ลดลง หรือหมดไป
ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง สืบ ยังได้ใช้ความพยายามทุ่มเท
ในการเก็บข้อมูลทางวิชาการด้านต่างๆ ของผืนป่าห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร
เพื่อเสนอต่อองค์การยูเนสโก (UNESCO)
ให้ผืนป่าแห่งนี้เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก ด้วยความที่เชื่อมั่นว่าสิ่งนี้
จะเป็นหลักค้ำประกันให้พื้นที่อันสำคัญยิ่งนี้ได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างเต็มที่ |
|
8 เดือน กับการเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง สืบ
ทำงานอย่างหนักเพื่อการอนุรักษ์และคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติในป่าผืนนี้
แต่ผลที่ได้รับกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง
คนส่วนใหญ่ในสังคมยังไม่มีใครเข้าใจหรือเห็นความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น
ยังคงมีสัตว์ป่าถูกล่า และมีการตัดไม้อย่างที่หาคนกระทำผิดไม่ได้
รวมถึงเจ้าหน้าที่อีกหลายคนที่ต้องแลกชีวิตกับการปกป้องสิ่งเหล่านี้ |
 |