แนวความคิดและอุดมการณ์ของสืบ นาคะเสถียร

 

 การจัดการพื้นที่ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง และผืนป่าตะวันตก

“ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง
เปรียบเสมือนเป็นหัวใจของผืนป่าตะวันตก
ถ้าจะรักษาป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้งไว้ให้ได้
ก็จะต้องรักษาป่าอนุรักษ์ที่อยู่รายล้อมไว้ให้ได้ด้วย”


               แนวคิดเรื่องป่าตะวันตก ถูกอธิบายและลากเส้นเขียนลงในแผนที่ เพื่อบอกถึงพื้นที่ป่าอนุรักษ์อื่น ๆ ที่จะต้องรักษาไว้ให้เป็นป่าผืนใหญ่ที่มีความต่อเนื่องกัน ทั้งที่เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ และป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อให้สัตว์ป่าได้โยกย้าย แลกเปลี่ยนสายพันธุ์




การจัดการพื้นที่ป่ากันชนห้วยขาแข้ง

“ผมคิดว่าป่าไม้จะอยู่ได้ คนต้องอยู่ได้ก่อน เพราะคนที่ด้อยโอกาสในสังคม
เขาไม่สามารถจะไปเรียกร้องอะไร เขา ไม่มีอำนาจ ไม่มีอิทธิพลอะไร
คนพวกนี้อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับป่าไม้ เขาควรที่จะได้ใช้ประโยชน์จากป่า
ผมคิดว่าป่าจะอยู่หรือไปขึ้นอยู่กับคนเหล่านี้ด้วย
หากคนของรัฐเข้าใจปัญหานี้ แล้วกำหนดนโยบายออกมาเพื่อคนกลุ่มนี้บ้าง ปัญหาก็จะหมดไป”

 

               สืบ พยายามผลักดันให้มีการจัดการพื้นที่ป่ากันชน ซึ่งเป็นป่าสงวนแห่งชาติตามแนวป่ากันชนด้านตะวันออกของห้วยขาแข้ง ในรัศมี 5 กิโลเมตร โดยเสนอให้มีการอพยพชาวบ้านออกไปอยู่นอกพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และในแนวกันชน พื้นที่ 2 กิโลเมตรให้สามารถตั้งบ้านเรือนได้แต่ต้องไม่มีกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อพื้นที่ป่าห้วยขาแข้ง ส่วนในพื้นที่ 3 กิโลเมตรที่ติดกับแนวเขตฯห้วยขาแข้งชาวบ้านสามารถเข้ามาหาประโยชน์ด้วยการเก็บหาของป่าได้




การจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพื่อความยั่งยืน

“ในความรู้สึกของผม เราไม่ต้องมาเถียงกันหรอกว่า
เราจะใช้ป่าไม้อย่างไรเพราะมันเหลือน้อยมากจนไม่ควรใช้
จึงควรจะรักษาส่วนนี้เอาไว้ เพื่อให้เราได้ประโยชน์ที่เป็นประโยชน์ทางอ้อม...
มันจะต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่า การอนุรักษ์ การใช้ประโยชน์
จะต้องมองว่ามีการใช้ทั้งทางตรงทางอ้อม
ป่าที่เก็บไว้ในรูปเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ
ควรจะใช้ประโยชน์ในทางอ้อม”
สืบ นาคะเสถียร ต้องการที่จะให้พื้นที่ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง ได้รับการคุ้มครองและดูแลอย่างดี จึงพยายามผลักดันให้ ได้รับการประกาศ เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ สืบจึงลงมือเก็บข้อมูล ใช้เวลาทุ่มเทอย่างหนัก เร่งรวบรวมข้อมูลและเขียนเอกสารรายงานทางวิชาการ นำเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลก ของยูเนสโก เพื่อให้พิจารณาประกาศป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ โดยบทสรุปตอนท้ายของรายงานได้สะท้อนแนวคิดที่ชัดเจนต่อการดูแลรักษาป่าอนุรักษ์อย่างยั่งยืน ว่า...

“ป่าอนุรักษ์ผืนนี้ นับได้ว่าเป็นผืนป่าธรรมชาติที่มีคุณค่าและมีความสำคัญยิ่ง
ต่อการอนุรักษ์ไว้ในรูปแบบของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า
เพื่อให้ยังคงสภาพความเป็นธรรมชาติที่ประกอบไปด้วยความหลากหลายของสภาพป่า
ชนิดพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ตลอดจนเป็นผืนป่าอนุรักษ์ที่จะสามารถคุ้มครองความอยู่รอดของสัตว์ป่า
มิให้สูญพันธุ์ไป จากการทำลายโดยรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการล่า การตัดไม้ทำลายสภาพป่า
ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่เฉพาะของสัตว์ป่าแต่ละชนิด
รวมกระทั่งถึงการพัฒนาที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรักษาระบบนิเวศวิทยาของสิ่งมีชีวิต”







 การศึกษาวิจัยสัตว์ป่า

               งานวิชาการเป็นสิ่งที่เขาชอบและมีความสุขที่จะทำมากที่สุด ซึ่งตรงกับอุปนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนช่างสังเกต ชอบจดบันทึก สเกตช์รูป ถ่ายรูป ทำให้งานวิจัยสัตว์ป่ามีคุณค่ามากขึ้น สิ่งที่ตามมาจากงานวิจัยคือ สไลด์ภาพสัตว์ป่าหายากไม่ว่าจะเป็นกวางผา เลียงผา นกกระสาคอขาวปากแดง เป็ดก่า สัตว์ป่าอื่น ๆ หรือสภาพสภาพป่าต่าง ๆ รวมไปถึงภาพจากวีดีโอหลายสิบม้วนที่ สืบแบกกล้องเข้าป่าถ่ายทำเอง เช่าห้องตัดต่อเอง ข้อมูลทุกชิ้นถูกจัดเก็บใส่แฟ้มเป็นหมวดหมู่เรียบร้อย และไม่เคยปฏิเสธ เมื่อมีคนขอนำผลงานไปเผยแพร่ สืบเคยให้สัมภาษณ์ว่า...

“ผมสนใจงานวิจัยมากกว่าที่จะไปวิ่งจับคน เพราะว่าจับได้แค่ตัวเล็ก ๆ ตัวใหญ่ ๆ จับไม่ได้
ก็เลยอึดอัดว่า กฎหมายบ้านเมืองนี้มันใช้ไม่ได้กับทุกคน
มันเหมือนกับว่าเราไม่ยุติธรรม เรารังแกชาวบ้านในความรู้สึกของเขา
เหมือนกับไม่ได้ให้ความยุติธรรมแก่คนในสังคม  ในฐานะที่ผมมีหน้าที่ที่ต้องรักษาป่า
ผมก็เลยขอไปทำงานทางด้านวิจัยเกี่ยวกับสัตว์ป่าแทน”








 การนำความรู้ทางวิชาการเพื่อป้องกันรักษาป่าธรรมชาติ

“การอนุรักษ์สัตว์ป่าในประเทศไทย จะสามารถประสบผลสำเร็จได้
ต้องอาศัยความเข้าใจและจริงใจต่อการอนุรักษ์ป่าธรรมชาติ
ที่ยังเหลืออยู่ประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ประเทศ
ไม่เช่นนั้นแล้ว จำนวนชนิดของสัตว์ป่าหายากและกำลังสูญพันธุ์เหล่านี้ก็จะต้องสูญไป
พร้อม ๆ กับ การบุกรุกทำลายป่าทั้งในรูปแบบของการพัฒนาที่ต้องตัดป่า
ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าออก และรวมถึงการยึดถือ ครอบครองพื้นที่ป่าเพื่อกิจการอื่น ๆ”
               โดยในช่วงนั้นสืบ ได้ใช้ประสบการณ์จากการเป็นหัวหน้าโครงการอพยพสัตว์ป่าที่ถูกน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อน และด้วยพื้นฐานของการเป็นนักวิชาการ รวบรวมและนำเสนอข้อมูลเพื่อคัดค้านการทำลายป่าอนุรักษ์บ้านหลังสุดท้ายของสัตว์ป่า เช่น การสร้างเขื่อนน้ำโจนในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร โดยสืบได้กล่าวสรุปว่า...

 

 

 “เดี๋ยวนี้เขื่อนเริ่มเข้าไปในพื้นที่อนุรักษ์แล้ว เพราะป่าข้างนอกหมดแล้ว
หากว่าการสร้างเขื่อนเพื่อผลิดกระแสไฟฟ้า ยังทำได้อีกต่อไป
ผมว่าอนุรักษ์ในอนาคตคงไม่มีความหมายอะไร
เหลือแต่ชื่อเอาไว้ว่าเคยเป็นป่าอนุรักษ์มาก่อน”
หรือแม้แต่ “ผลกระทบจากการสร้างเขื่อน เป็นกระบวนการทำลายแหล่งพันธุกรรม
ตลอดจนแหล่งที่อยู่อาศัย และแหล่งอาหารที่สำคัญของสัตว์ป่า
ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจของผืนป่าทั้งหมดที่มนุษย์มิอาจสร้างขึ้นมาใหม่ได้”

หรือการแสดงความคิดเห็นต่อการสัมปทานทำไม้ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง

“คนที่อยากอนุญาตให้ทำไม้ก็คนกรมป่าไม้ คนที่จะรักษาก็เป็นกรมป่าไม้เหมือนกัน
ของนี้จะใส่มือซ้ายหรือมือขวาดี ถ้าใส่มือขวา มือซ้ายก็อด”
“ถ้าเรามีพื้นที่ป่าที่ดีที่สุดคือห้วยขาแข้ง แล้วเรายังไม่รักษา
แม้แต่กรมป่าไม้เองก็ยังไม่สนใจรักษา ก็อย่าหวังว่าจะรักษาที่อื่นให้รอดได้”




 

การรณรงค์และต่อต้านการเลี้ยงสัตว์ป่า การค้าสัตว์ป่า และการล่าสัตว์ป่า

“ผมพูดได้เลยว่า มันมีการยิงกันทุกวัน ไปตามก็เจอแต่กองไฟ เจอซากที่ชำแหละไว้เรียบร้อย
จับได้ครั้งหนึ่งมันพร้อมจะล่าสิบครั้งกว่าจะโดนปรับ ถูกปรับแค่ 500 บาท คุกก็ไม่ติด
กว่าจะตามจับมันได้ ต้องไปอดหลับอดนอน แบกข้าวสารไปกินในป่า มันหนีแต่เราต้องตามจับ”



“เรากำลังพูดกันมากว่าจะอนุรักษ์กันอย่างไร แต่ต้องเข้าใจก่อนว่า
การรักษาชีวิตสัตว์ให้รอดอยู่ แตกต่างอย่างมากมายกับการอนุรักษ์พันธุ์ของสัตว์ป่าชนิดนั้น ๆ
…พวกที่ชอบล่าสัตว์ป่าและพวกกินเนื้อสัตว์ป่า ผมขอเถอะ
พวกที่ชอบซื้อสัตว์ป่ามาเลี้ยงก็เช่นกัน ธรรมชาติเขาเลี้ยงได้ดีกว่าอยู่แล้ว”

 

               ปัจจุบัน มีการลาดตระเวนหวังผลสัมฤทธิ์ โดยการใช้ฐานข้อมูล GIS และข้อมูลเชิงระบบนิเวศ ในการลาดตระเวน มีการสนับสนุนอาวุธ เสบียง เครื่องแบบ ความรู้ เทคนิคการลาดตระเวน เครื่องมือที่ทันสมัย เช่น กล้อง Digital เครื่อง GPS




การเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์และการสร้างจิตสำนึกต่อเยาวชนและประชาชน

               สืบ เชื่อว่าการให้การศึกษากับชาวบ้านรอบ ๆ พื้นที่ โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ ให้เห็นถึงความสำคัญของป่าห้วยขาแข้ง จะเป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยหยุดยั้งการตัดไม้ทำลายป่า การลักลอบล่าสัตว์ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นทุกวันในเวลานั้น สืบจึงให้ความสำคัญกับงานเผยแพร่มาก เขาจะลงมือทำด้วยตนเองออกแบบนิทรรศการ เขียนโปสเตอร์ เขียนบอร์ดเอง ตัดภาพเอง ทำไม่ดีก็ทำใหม่ ภาพที่นำมาใช้ล้วนเป็นภาพจากฝีมือของเขาเอง เขาควักกระเป๋าออกเงินเป็นค่าอัดขยายภาพเอง ออกไปขอเวลาบรรยายตามโรงเรียน ตามที่ชุมชนต่าง ๆ จนถึงเก็บข้าวของเครื่องมือ ฉายสไลด์เอง ทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่เช้าจนค่ำอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สืบขึ้นไปพูดตามเวทีสาธารณะต่าง ๆ จนคนทั่วไปรู้จักสืบดี เพราะทุกครั้งสืบจะพูดออกมาจากหัวใจ โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า...

“ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่าทุกตัว”




การจัดพื้นที่เพื่อการศึกษาธรรมชาติ

“ห้วยขาแข้งไม่ได้เป็นป่าปิด สำหรับสัตว์ป่าหรือคนเฉพาะกลุ่ม
ผมอยากให้ทุกคนได้เข้ามาสัมผัสป่าห้วยขาแข้ง มาเห็นสัตว์ป่า
จะได้รู้ว่าป่าห้วยขาแข้ง มีคุณค่า
จะได้เกิดความรัก เกิดความความหวงแหนป่าผืนนี้”














การดูแลด้านสวัสดิการและความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่

               สืบซาบซึ้งเป็นอย่างดีว่าถึงปัญหาและความยากลำบากในการทำงานของพนักงานพิทักษ์ป่าซึ่งเป็นลูกจ้างรายวัน ที่ไม่มีสวัสดิการใด ๆ และไม่มีหลักประกันใด ๆ ทั้งสิ้นให้กับตัวเขาและครอบครัว นอกจากเงินเดือนของลูกจ้างรายวัน ขาดแคลนอาวุธ วิทยุสื่อสาร สืบจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะหาเงินทุนเพื่อมาเป็นสวัสดิการและประกันชีวิตแก่เจ้าหน้าที่ระดับล่างของห้วยขาแข้ง เพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจในการทำงานที่เสี่ยงต่อการบาดเจ็บล้มตายจากการปฏิบัติหน้าที่ สืบรักลูกน้องมากยอมแบกภาระที่ทางราชการจ่ายเงินเดือนให้ลูกน้องช้า ด้วยการไปขอยืมเงินจากแม่เดือนละ 20,000 บาท เพื่อนำไปให้ลูกจ้างรายวันในป่ายืมก่อน เพราะเงินเดือนของพวกเขาตกเบิกช้ามาก

“ผมเห็นใจคนที่ไม่มีโอกาสในสังคม ถูกบีบคั้นถูกเอาเปรียบทุกอย่าง ประเทศไทยจะดีขึ้นถ้าคนที่มีโอกาสยอมสละโอกาสบ้าง เราช่วยเหลือคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีโอกาสลืมตาอ้าปากได้ ผมอยากเห็นสังคมดีขึ้น”

               สืบ รู้ว่าวันหนึ่งลูกน้องที่ส่งออกไปปฏิบัติหน้าที่อาจถูกยิงตายอย่างไร้ค่าเพราะไม่มีคนสนใจ สืบไม่ใช่คนกลัวตาย แต่ทนไม่ได้ที่ลูกน้องของเขาต้องตายไปต่อหน้าโดยที่เขาไม่อาจทำอะไรได้ สืบเคยคุยกับเพื่อนสนิทคนหนึ่งว่า...

“จะต้องไม่มีใครตายในเขตฯ ห้วยขาแข้ง ถ้ามีก็ต้องเป็นผม”



เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ตู้ปณ.7 อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี 61160
โทร. 085-725-8433,  087-840-0316
e-mail : khakhaeng@hotmail.com
http://khakhaeng.hi5.com/
สนับสนุนโดย สำนักงานมรดกโลกทางธรรมชาติ ทุ่งใหญ่นเรศวร - ห้วยขาแข้ง

© 2009 Huai Kha Khaeng Wildlife Sanctuary. All rights reserved.